บทที่ 4 : ด่าลูกค้าวันละนิด จิตแจ่มใส

ด่าลูกค้าวันละนิด จิตแจ่มใส

การด่าลูกค้าลับหลัง มันคือเรื่องปกติของสังคมในเอเจนซี่… ผมขอบอกได้เลยว่าไม่มีลูกค้าหน้าไหนที่จะหลุดรอดไปจากการโดนคนในเอเจนซี่ด่าลับหลังไปได้เลย ทั้งลูกค้าที่สั่งงานแบบโง่เง่าเต่าตุ่น, ลูกค้าระยำที่ยังไม่หลุดพ้นจากระบบศักดินา หรือแม้กระทั่งลูกค้าผู้น่ารักใจดีดุจนางฟ้าก็ตาม ผู้คนในเอเจนซี่ระยำเหล่านี้ก็มักจะหาสาเหตุ หรือจุดเล็กๆ น้อยๆ หรือรวมไปจนถึงจุดใหญ่ๆ ที่จะสามารถขุดเอาความเหี้ย หรือข้อบกพร่องของลูกค้าขึ้นมาระบายอารมณ์อย่างสนุกปากจนได้

มันอาจจะเริ่มจากการเหน็บแนม บ่นเบาๆ พอกรุบกริบหอมปากหอมคอ จนกระทั่งลามปามไปถึงการสาปแช่งบุพการีให้ไปตายโหงตายห่าแบบไม่ต้องได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียว เพราะการด่าลูกค้าคือการปลดปล่อยทางอารมณ์ของคนเอเจนซี่อย่างหนึ่ง ซึ่งบางครั้งอาจจะเป็นแค่การนินทาเหน็บแนมเพียงเล็กน้อย หรือเป็นการด่าที่สมเหตสมผล หรือด่าแบบเอามันส์เพื่อระบายความเครียดออกมาก็ตาม และสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นจากงานที่ได้รับมอบหมายมาแบบติดๆ ขัดๆ ไม่สมบูรณ์ หรือได้รับงานที่บัดซบแบบเต็มพิกัดมาทำ เช่น การได้รับ บรีฟเหี้ยๆ งงๆ จากลูกค้าที่ไม่มีแก่นสาร หาจุดจับต้องได้ลำบาก, การบริการ และการเอาอกเอาใจที่ยากเย็นแสนเข็นให้กับลูกค้าที่ติดอยู่กับระบบเจ้าขุนมูลนาย ชอบทำตัวงี่เง่า และเรื่องมาก, การแก้ไขงานที่จุกจิกซ้ำซ้อน และไม่เข้าใจในขั้นตอน หรือ Process ในการทำงาน รวมไปถึงการไม่ถูกชะตาหรือหมั่นไส้เป็นการส่วนตัว ก็เป็นได้

การด่าลูกค้าลับหลังมักจะถูกแบ่ง Level ไปตามความโง่ และความเหี้ยของลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น

1. ถ้าหากคุณเป็นลูกค้าที่มีบรีฟงานโง่ๆ : คุณจะได้พบกับการด่าลับหลังของแผนก Creative หรือ Strategy ที่จะคอยสบประมาทคุณด้วยการเหน็บแนมด้วยคำหยาบคาย และเห็นคุณเป็นตัวตลกหน้าโง่ไร้ประสปการณ์ในวงการโฆษณาทันที เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับการคิดงานจากข้อมูลที่มีอันน้อยนิด หรือไม่มีประเด็นที่จะสามารถจะจับจุดเอามาคิดให้เป็นไอเดียที่ดี มีแก่นสาร หรือตอบโจทย์กับสิ่งที่คุณต้องการได้ รวมไปถึงการคิดงานที่ซ้ำซ้อน แก้ไขไอเดียซ้ำซากจนเกิดความหงุดหงิดใจ สามารถส่งผลให้ Campaign นั้นๆ ล่มสลายไปอย่างไม่เป็นท่า
คำด่าลับหลังที่พบได้บ่อย
– บรีฟเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย ?
– ไม่เข้าใจ Brand แบบนี้ มึงเป็นลูกค้าได้ยังไงวะ ?
– ปรีฟเหี้ยแบบนี้ ก็เอางานเหี้ยๆ ไปละกัน
เป็นต้น

2. ถ้าหากคุณเป็นลูกค้าที่ไม่รู้ Trend , Process หรือไม่รู้จักไฟล์ Artwork (.ai .psd) : คุณจะได้พบกับการด่าลับหลังของแผนก Production ซึ่งโดยปกติแล้วบุคคลในเอเจนซี่ะยำเหล่านี้มักจะไม่ค่อยบ่น หรือด่าลูกค้าในเรื่องงานมากนัก แต่เมื่อใดที่คุณสั่งงานมาแบบมั่วๆ ไม่เข้าใจถึงขั้นตอน และ Process ของการดำเนินงาน หรือแม้กระทั่งไม่รู้จักนามสกุลของไฟล์ต่างๆ คุณก็จะตกเป็นเหยื่อของการด่าลับหลังได้ทันที
คำด่าลับหลังที่พบได้บ่อย
– จะขยาย Logo ให้เท่าหัวพ่อง เลยรึไง?
– อีห่าราก สั่งงานบ่ายจะเอาเย็น
– PSD พ่อมึงดิ ข้างในเป็น Jpeg ชัดๆ
เป็นต้น

3. ถ้าหากคุณเป็นลูกค้าที่ยังติดอยู่กับระบบขี้ข้าแบบเก่าๆ ปากหมา ขี้เหวี่ยงขี้วีนอย่างไร้เหตุผล เหมือนคนวัยทอง : คุณจะได้พบกับแผนก Marketing ผู้ยิ้มแย้มแจ่มใส คอยพูดจาไพเราะอ่อนหวานกับคุณต่อหน้า แต่เมื่อใดที่ได้อยู่ลับหลังล่ะก็… เขาจะปลดปล่อยพลังความชั่วร้ายดุจนางแพศยา หรือตัวอิจฉาในละครหลังข่าวทันที ถ้อยคำสาปแช่งจะพรั่งพลูออกมาเหมือนกับส้วมเทศบาลแตก และจะฝังรากแห่งความเคียดแค้นเข้าไปในจิตใจของเขาจวบจนวันตาย เขาจะเฝ้ารอคอยอย่างใจเย็น และเฝ้าฝันว่าสักวัน… ถ้าหากเขาได้มีโอกาส หรือ มีหน้าที่การงานที่เหนือกว่าคุณ เขาจะไม่ลังเลกับการชำระแค้นครั้งนี้ให้สาสมกับสิ่งที่คุณเคยทำไว้
คำด่าลับหลังที่พบได้บ่อย
– มึงจำไว้นะอีดอก
– อีเหี้ยนี่เมนส์ไม่มา / วัยทอง / ผัวไม่มี / สามีไม่ซ่ำ
– กูเป็นขี้ข้ามึงหรอ? อีสัส
เป็นต้น

นี่เป็นเพียงการด่าลับหลังแบบน้ำจิ้มๆ เล็กน้อย เบบี๋ๆ เท่านั้น ยังมีถ้อยคำสบประมาท และหยาบคายอีกมากมายที่คุณลูกค้าทั้งหลายยังไม่เคยได้สัมผัสจริงๆ จังๆ ต่อหน้า เพราะเรื่องราวความระยำเหล่านี้มันอยู่ลับหลังภายใต้หน้ากากแห่งการเสแสร้งของผู้คนในเอเจนซี่ระยำเท่านั้น

“ถ้าหากคุณเป็นลูกค้ามือใหม่ หรือเป็นลูกค้าที่ไม่อยากถูกด่าลับหลังด้วยความโง่ และงี่เง่าของตัวคุณเอง คุณสามารถป้องกันการถูกด่าลับหลังของคุณได้ด้วยการพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สภาวะทางอารมณ์ เรื่องการศึกษาเกี่ยวกับ Brand ของคุณให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ พยาม Update Trend หาข้อมูลใหม่ๆ ในวงการโฆษณา และสิ่งสำคัญที่ลูกค้าควรพึงจะมี”

หรือศึกษาความเหี้ยที่คุณลูกค้าเคยทำไปโดยเจตนา หรือไม่ได้เจตนา จาก Facebook Fanpage เหล่านี้

1601456_640184429429946_356606982080861549_n ลูกค้าผู้น่ารัก
https://www.facebook.com/ilovemyclient

11017517_1625825930980224_8946187608716593591_n
บรีฟเหี้ย
https://www.facebook.com/suckbrief

11949510_1674324936136614_7360675739628032065_n
ทุกอย่างดูง่าย เมื่อกูไม่ได้ทำเอง
https://www.facebook.com/easyeverything

ปล.
ถ้าหากเรื่องราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเอเจนซี่ที่คุณทำงานอยู่ ก็ถือว่าโชคของคุณยังดี
เพราะสิ่งเหล่านี้มีแต่ในเอเจนซี่ระยำเท่านั้น !!!

…บาย

บทที่ 3 : การนินทาคืองานหลัก

การนินทาคืองานหลัก

ข้อมูลของการนินทาในแวดวงเอเจนซี่นั้นเป็นสิ่งที่บันเทิงสุดๆ ยิ่งกว่าได้ไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ หรือลาสเวกัสเสียอีก คุณสามารถปล่อยข่าวการนินทาเพียงเล็กน้อย และมันก็จะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วทั้งเอเจนซี่ดั่งโรคห่าในสมัยอโยธยา… คุณควรจะลองฝึกฝนขับเคลื่อนพลังต่อมเสือก หรือพัฒนาในเรื่องของการเฝ้าสังเกตชีวิตของชาวบ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะความลับของผู้อื่นที่ตกอยู่ในมือคุณมันคือทรัพยากรอันล้ำค่าในเอเจนซี่ ถ้าหากคุณเข้าไปในวงการใหม่ๆ คุณควรจะหัดฟัง เฝ้ามอง สังเกตการณ์ให้ดี เพราะความลับของผู้คนในเอเจนซี่มัน Dark ขั้นเทพเลยล่ะ

การนินทาที่ล้ำค่าและ Perfect นั้นคือ การนินทา “ความลับ” ของผู้คนอื่น
ความลับเหล่านี้จะสามารถผลักดันคุณให้มีหน้าที่การงานที่ดีได้หากคุณรู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ คุณสามารถเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว จะเลือกบอกใคร หรือไม่บอกใครก็ได้ ด้วยความลับและการนินทาจะสามารถทำให้คุณมีโอกาสสร้างผลงานที่ดีให้กับตัวเอง แถมยังสร้างเส้นสายมิตรภาพ เพิ่มพูนเหล่าพันธมิตรของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความลับถือได้ว่าเป็นไม้ตายชั้นเยี่ยมเพื่อแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างให้กับอนาคตของคุณในวงการเอเจนซี่ระยำในยามคับขันอีกด้วย

3 ความลับหลักๆ ที่คุณควรมองหา

1. เกาเหลา
คุณควรจะรู้ว่า ใคร ไม่กินเส้น กับใคร หรือ ใครไม่ชอบขี้หน้าใคร… เพราะการทำงานในเอเจนซี่นั้นเป็นระบบ ซึ่งบางทีตัวระบบเองอาจจะทำให้เกิดความล่าช้าเพราะมีหลายขั้นตอน หากงานที่คุณได้รับมอบหมายมาต้องการความเร่งด่วนมากๆ และงานของคุณต้องพึ่งบุคคล 2 คนที่ไม่ถูกกันอย่างแรง คุณก็จะตกอยู่ในท่ามกลางของความขัดแย้งและสงครามเลือกฝ่ายทันที และความงี่เง่าของสองคนที่ไม่ถูกกัน งานง่ายๆของคุณ มันจะเป็นงานที่ยากสัดๆ ไปโดยปริยาย

2. ยอดฝีมือ และ ไอ้กาก
วิธีสังเกตง่ายๆ  เวลาประชุม…
– ใครที่พูดมากๆ ชักแม่น้ำทั้ง5 มาอ้างอิง แต่เสือกไม่มีแก่นสารเหี้ยอะไรเลย… นั่นคือ “ไอ้กาก”
– ใครที่พูดน้อยๆ ดูคิดเยอะๆ และเวลาพูดออกมา จะเป็นคำพูดที่มีเหตุมีผลสัดๆ… นั่นคือ “ยอดฝีมือ”
คุณคงไม่อยากทำงานร่วมกับไอ้กากที่ดีแต่ปากแน่นอน มันคือหายนะของงาน และความบัดซบในชีวิตการทำงานโง่ๆ ที่คุณจะได้รับจากพวกระยำเหล่านี้ เพราะมันจะเอาแต่พูดๆๆๆๆๆๆ และพูดแบบไม่มีแบบแผน ไม่มีจุดจบ ไม่มีผลลัพของงาน แถมยังจะยัดงานให้คุณทำเพียงคนเดียวอีกด้วย และคนเหี้ยเหล่านี้มักพบเจอได้ในพวกที่มีตำแหน่งใหญ่ๆ เหนือกว่าคุณเสมอ… เพราะฉะนั้น คุณควรเข้าไปตีสนิทกับยอดฝีมือ เพื่อขอคำปรึกษาให้พบเป้าหมาย บรรลุขั้นตอนของการทำงานที่ดี และมีตรรกะ

3. การซั่ม
ความลับในการซั่มเป็นเหมือนกับพลังอันสูงสุดของเอเจนซี่เลยก็ว่าได้
คนในเอเจนซี่มักจะใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ซั่มกันเอง เพราะงานส่วนใหญ่เป็นงานที่ก่อให้เกิดความตึงเครียด พอความเครียดสะสมมาถึงจุดๆหนึ่ง มันก็จะต้องถูกระบายออกมาด้วยการปลดปล่อยเพื่อคลายอารมณ์ที่ตึงเครียด และกิจกรรมที่ทำให้ระบายความเครียดได้ถึงจุดสุดยอดก็คือการซั่ม …แต่ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ คุณเกิดอารมณ์แล้วคุณจะไปขอซั่มกับใครได้ง่ายๆ เพราะการซั่มกันในวงการเอเจนซี่นั้นมันคือศิลปะขั้นสูง และมีอยู่หลาย Level

Level ที่ 1 จีบกันเป็นแฟนแล้วค่อยซั่ม (สมภารกินไก่วัด) : สามารถพบเจอได้บ่อยๆ เก็บไว้นินทากันเล่นๆ ขำๆ

Level ที่ 2 ความใกล้ชิดทำให้เกิดการซั่ม (รักแท้ แพ้ใกล้ชิด) : มักเกิดขึ้นในแผนกเดียวกัน เพราะความใกล้ชิดสนิทสนม หรือต้องทำงานด้วยกันจนถึงดึกๆดื่นๆ แต่ส่วนใหญ่คู่รักในที่ทำงานแผนกเดียวกัน มักจะจบลงไม่สวยเท่าไหร่ เพราะเมื่อได้ซั่มกันไปนานๆ ก็จะรู้สึกเบื่อ …และอยากลองไปซั่มกับแผนกอื่นดูบ้าง

Level ที่ 3 แฟนเผลอแล้วมาซั่มกัน (ชู้ / กิ๊ก) : มักเกิดขึ้นจากสิ่งเล็กๆ เช่น การเริ่มส่งสายตาให้กัน แอบ Facebook Chat หรือ Line คุยกัน และบานปลายไปจนถึงฉากที่ฟาดกันนัวในโรงแรม ราวกับหนังอีโรติก ก็ว่าได้

Level ที่ 4 ซั่มกันขำๆ แต่ความสัมพันธ์ยังเหมือนเดิม ( One Night Stand ) : มักจะเกิดขึ้นตอนงานเลี้ยงบริษัท หรือไป Outing ต่างจังหวัด มันคืออุบัติเหตุเล็กๆ ที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง และจบลงตรงที่ กลับมาทำงานกันต่อ เหมือนไม่มีเหี้ยอะไรอะไรเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

Level ที่ 5 หัวหน้าซั่มลูกน้อง ( ซ่ำเพื่อผลประโยชน์ ) : คุณจะสามารถรู้สึกสัมผัสได้เอง เมื่อเข้าใกล้บุคคลทั้ง 2 ในเวลาเดียวกัน เพราะมันจะมีพลังงานบางอย่างที่รุนแรงเหมือนกับเรานั้นเป็นคนนอกในทันที

Level ที่ 6 ซั่มมั่ว : ถือซะว่าได้เที่ยวซ่องฟรีๆ

“จงจำไว้ว่าความลับและการนินทา เป็นเสมือนดาบสองคม ที่คุณสามารถใช้ประโยชน์จากมัน และก็มีผลเสียกับคุณได้เสมอ เพียงแค่คุณต้องรู้จักใช้ให้ถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา และถูกสถานการณ์ เพียงเท่านี้คุณก็จะมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าใครๆในเอเจนซี่ระยำเหล่านี้ได้อย่างไม่ต้องกังขา …แต่อย่าตกเป็นเป้าของการนินทาเสียเองล่ะ แล้วจะหาว่าไม่เตือน”

ปล.
ถ้าหากเรื่องราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเอเจนซี่ที่คุณทำงานอยู่ ก็ถือว่าโชคของคุณยังดี
เพราะสิ่งเหล่านี้มีแต่ในเอเจนซี่ระยำเท่านั้น !!!

…บาย

บทที่ 2 : ทำอย่างไรให้ได้ทำงานในเอเจนซี่ (สาย Marketing )

ทำอย่างไรให้ได้ทำงานในเอเจนซี่ (สาย Marketing )

Marketing คือบุคลากรสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เอเจนซี่เติบโตไปได้อย่างไร้ขีดจำกัดในเรื่องของการเงิน และ Income โดยที่บางเอเจนซี่ไม่จำเป็นต้องมี Creative หรือ Production ก็สามารถทำเงินได้เป็นร้อยๆ ล้านจากการจ้าง Marketing เข้ามาทำงานเพียงแผนกเดียว แต่… เอเจนซี่นั้นก็จะไม่สามารถเพิ่มขีดจำกัดของการคิดงาน Creative หรือ Production เจ๋งๆ ได้เลย… และชื่อเสียงของเอเจนซี่นั้น ก็จะค่อยๆ เริ่มเสื่อมถอยลง จืดชืด เหมือนอีตัวที่ไร้ลีลาราคาถูกแถวสวนลุมฯ ไม่มีผลงานอะไรที่โดดเด่น ไร้เสน่ห์ และไม่น่าจดจำเหมือนกับเอเจนซี่มี Creative Production ติดไว้อยู่กับตัว

แต่ก็อย่างที่ว่า… เงินคือพระเจ้า เรื่องระยำเหล่านี้มันจึงบังเกิดขึ้นกับเอเจนซี่บางแห่ง ที่เน้นกินแต่ค่าหัวคิวจากลูกค้าในการ ซื้อ-ขาย สื่อ Media ต่างๆ ที่มีอยู่ในมือด้วยการกดดันเอาราคา Media ถูกๆ จาก Supplier ด้วยการจอง และซื้อสื่อในปริมาณที่มากๆ และใช้อำนาจต่อรองกับลูกค้าโง่ๆ ที่ยอมให้เอเจนซี่จูงจมูกไปวันๆ เหมือนควายน้อยในกำมือ แถมยังบวกค่า Agency Fee เข้าไปอีก 10% เป็นอย่างต่ำ เพียงเท่านี้เอเจนซี่ระยำก็สามารถทำกำไรได้มหาศาลกับการวางแผนการ ซื้อ-ขาย สื่อให้กับลูกค้าผู้น่ารักอย่างสบายๆ ง่ายๆ และแยบยล

Marketing สามารถแตกแขนงไปได้หลายสาขา เหมือนกับแผนก Creative และ Production เช่นกัน แต่ในความสำคัญของ Marketing จะแบ่งออกเป็น 3 สายหลักๆ คือ

1. Media Planner : มีหน้าที่เข้าหาลูกค้าที่กระสันอยากจะซื้อสื่อ Media คอยวางแผนและ ตารางจัดการ ซื้อ-ขายสื่อ และติดต่อสัมพันธ์กับลูกค้า รวมไปถึงการทำ Report และสรุปผลของสื่อ ที่ซื้อ-ขายไปให้กับลูกค้าแบบนั่งเทียนเขียนเอาให้ดูอลังการมหากาพย์ภาพยนต์หลอกกระบือผู้น่ารัก ไปวันๆ

2. Media Buyer : มีหน้าที่จัดการซื้อสื่อ ให้ได้ตามที่ลูกค้า หรือ Media Planner ต้องการ จัดการตารางการซื้อ-ขาย และคอยกดขี่ต่อรอง Supplier อย่างขูดรีดขูดเนื้อ ให้ได้ราคาซื้อที่ถูกที่สุด หรือเพียบพร้อมด้วยการลด แลก แจก แถม เพื่อนำผลประโยชน์เข้ามาสู่เอเจนซี่ของตนให้ได้มากที่สุด ราวกับว่าระบบไพร่ทาสยังไม่ได้ถูกยกเลิก

3. Account Executive (AE) :  มีหน้าที่เข้าหาลูกค้าที่กระสันอยากจะผลิตงาน Creative Production คอยเป็นคนกลางระหว่างลูกค้า กับ Creative Production เพื่อให้การสร้างสรรค์งานผลงานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี แม้จะต้องยอมปลดกระดุมเม็ดบน และตะล่อมด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน ออดอ้อนให้ไอ้พวก EGO จัด ยอมลดหย่อนผ่อนปรน หรือให้แม่งยอมแก้งานให้

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า…

10 คุณสมบัติของ Marketing ที่ดี (มากๆ) ควรมีดังต่อไปนี้

1. สวย, น่ารัก / หล่อ, มีเสน่ห์
2. หุ่นดี / นมใหญ่
3. เป็นไอ้อึด และอีถึก
4. ขี้ประจบสอพลอ ตอแหลขั้นเทพ
5. ใช้ของแบรนเนม อย่างน้อย 1 ชิ้น เช่น กระเป๋าถือ นาฬิกา
6. ภาษาอังกฤษต้องแน่น …หรือถ้าไม่แน่นเลย… คุณก็ควรจะฝึกพูดภาษาไทยคำ อังกฤษคำ
7. ฉลาดในการต่อรองกับ Supplier
8. ทำความเข้าใจ และวางแผนจัดการกับงาน ในท่ามกลางสงครามระหว่างลูกค้าผู้งี่เง่า และ EGO ของแผนก Creative หรือ Production
9. หากิ๊ก หรือหาผัว ที่อยู่ในแผนก Creative หรือ Production
10. วางมาด พูดจาให้ดูฉลาด ฉะฉาน มั่นใจ… แม้ว่าคุณจะไม่รู้ห่ารู้เหวอะไรอย่างถ่องแท้เลยก็ตาม

ด้วย 10 คุณสมบัตินี้ จะทำให้คุณ เป็น Marketing ขั้นเทพในเอเจนซี่โฆษณาได้ โดยที่ไม่ต้องการคำอธิบายอะไรให้มันยืดเยื้อเลย

ปล.
ถ้าหากเรื่องราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเอเจนซี่ที่คุณทำงานอยู่ ก็ถือว่าโชคของคุณยังดี
เพราะสิ่งเหล่านี้มีแต่ในเอเจนซี่ระยำเท่านั้น !!!

…บาย

บทที่ 1 : ทำอย่างไรให้ได้ทำงานในเอเจนซี่ (สาย Creative และ Production)

ทำอย่างไรให้ได้ทำงานในเอเจนซี่ (สาย Creative และ Production)

เป็นสิ่งที่ไม่ยากสำหรับบางคน และ ไม่ง่ายสำหรับอีกหลายๆ คนเช่นกัน

ถ้าหากคุณพึ่งเรียนจบ โปรดสำนึกไว้เสมอว่า Connection และ Skill นั้นสำคัญที่สุด ไม่ว่างานคุณจะดีเลิศประเสริฐศรีแค่ไหน ก็สู้เด็กเส้นใหญ่ที่มีผลงานพื้นๆไม่ได้ หรือถ้าคุณมีฝีมือกากๆ และขี้เกียจ แต่ดันเสือกมีรุ่นใหญ่ที่สามารถพาคุณเข้าไปทำงานได้ รับรองว่าคุณก็จะตายคาที่ภายในสามเดือนพร้อมประวัติอันด่างพร้อยด้วยการไม่ผ่าน probation เพราะ skill คุณมันกาก และพัฒนาการที่ล่าช้าของตัวคุณเอง

หากคุณเป็นเด็กที่มี skill เทพซะจนเข้าตากรรมการจริงๆ หรือคุณเป็นเด็กที่มีแวว และพรสวรรค์สุดๆ และเอเจนซี่ที่เรียกเข้ามาสัมภาษณ์นั้นกำลังเจองานทะลักดั่งท่อน้ำ กทม. แตก ซึ่งเอเจนซี่ระยำเหล่านี้คงไม่เรียกคุณเข้ามาทำงานแบบชิวๆ นั่งสวย นั่งหล่อไปวันๆแน่ และถ้าคุณได้ตอบรับเข้าไปทำงานในเอเจนซี่ ผมสาบานได้เลยว่าคุณจะต้องทนอดหลับอดนอนพอๆ กับการฝึกหน่วยซีล คุณต้องรวมรวมพลังความอึดตั้งแต่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่มาใช้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ มิเช่นนั้น คุณจะถูกพนักงานรุ่นเก๋าๆ สบประมาทอย่างดูแคลน เช่น “เด็กสมัยนี้แม่งไม่ได้เรื่อง” , “เด็ก Gen นี้ไม่อดทน” , “เด็กสมัยนี้ทำงานเหมือนมานั่งเล่น หายใจทิ้งไปวันๆ งองแง อ่อนแอ อ่อนหัด บลาๆ ๆๆ” คำพูดสร้างสรรค์ในเชิงลบที่พลั่งพลูออกมาจากปากเพื่อนร่วมงาน และผู้คนระยำเหล่านั้นจะตัดสินคุณทันที หากคุณแสดงความอ่อนแอให้พวกแม่งเห็นแม้เพียงเล็กน้อย และแน่นอน คุณก็จะไม่ผ่าน probation อีกเช่นกัน เพราะเรื่องเหล่านี้จะต้องไปถึงหูหัวหน้าคุณอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังของการนินทาในเอเจนซี่ที่แพร่กระจายรวดเร็วยิ่งกว่าโรคห่าในสมัยอโยธยาเสียอีก

3 ข้อแนะนำเด็ดๆ สำหรับผู้ที่มีฝีมืออ่อนหัด และเด็กเทพ ทั้งหลาย

1. ก่อนคุณจะเรียนจบ คุณควรหาที่ฝึกงานด้วยการอาศัย รุ่นพี่ที่ทำงานในเอเจนซี่ หรืออาจารย์ที่สอนคุณในมหาลัย ตีสนิท พูดคุย ขอคำแนะนำ ชวนไปแดกเหล้าเข้าสังคมให้เป็นนิจ ฝึกให้ตนเองให้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ใช้ลิ้นให้เป็นประโยชน์ เลียแข้งเลียขาเข้าไว้ เพราะน้ำลายเปียกๆ ของคุณ มันจะทำให้คุณไม่เป็นหมาหัวเน่าที่ถูกลืม

2. คุณต้องพัฒนา Portfolio ของตัวเองให้ดูบรรเจิด งดงาม จงจำไว้ว่า “คนไทยชอบผักชีโรยหน้า”  คุณต้องทำ Portfolio ของคุณให้ดูดี ถึงเนื้องานจริงๆ จะดูเหี้ยมากก็ตาม เพราะสมัยเรียนคุณมัวแต่เที่ยวแดกเหล้าไปวันๆ ทำส่งอาจารย์แบบสั่วๆ พอให้คะแนนผ่าน ถูๆ ไถๆ กันไป และในเมื่อคุณย้อนเวลากลับไปแก้ไขมันไม่ได้ คุณจึงต้องพยามอย่างหนักเพื่อให้ PortFolio ของคุณดูดี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มงานเข้าไปนอกเหนือจากงานที่ทำในมหาลัย ด้วยการตั้งโจยท์ให้ตัวเอง โดยการใช้ Brand ต่างๆ ที่มีอยู่บนโลกใบนี้มาตั้งเป็นโจทย์ให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Brand กากๆ หรือ Brand ระดับโลก ก็ไม่เกี่ยง ขอให้งานมี Concept Idea ที่ดี แต่ถ้าหาก Idea ของคุณกาก คุณก็ต้องเสริมทักษะทางด้าน Graphic เข้าไปแทน งานเหล่านี้เรียกว่างาน Scam ซึ่งเป็นทางลัดเพิ่มผลงานดีๆให้กับ Portfolio ของคุณ ผมแนะนำให้ Scam เข้าไปใน Portfolio ซัก 2-3 ชิ้นงาน เป็นอย่างต่ำ

3. ความขยันเป็นสิ่งไม่ตาย เมื่อคุณได้รับโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์แล้ว คุณต้องขายความขยันในตัวคุณ! ไม่ใช่ ขาย EGO! การเป็น Creative หรือ Designer ควรจะมีอีโก้ แต่ควรมีในระดับที่พอเหมาะ หากมีน้อยเกินไป ก็จะทำให้คุณดูไม่มั่นใจในตัวเอง หากมีมากเกินไป อาจจะทำให้คุณเป็นคนหัวดื้อจนน่าหมั่นไส้ ไร้ตรรกะ เนื่องจากงานโฆษณานั้น ไม่ใช่งานศิลป์ส่วนตัว มันคือผลงานที่จะออกไปสู่สายตาประชาชี และผู้รับสาร เพราะฉะนั้นคุณควรจะต้องฟังความคิดเห็น และ comment ของคนส่วนใหญ่เสมอ และทำใจยอมรับมันให้ได้ถ้าหาก Idea ของคุณไม่แข็งแรงพอ หรือถูกคนเหี้ยๆ เหน็บแนมใน Idea ของคุณอย่างไร้มารยาท พูดจาหยาบควย ไม่เข้าหู คุณก็ต้องอดทน คุณอาจจะต้องลองคิดแทนตัว Target group ผู้รับสื่องานโฆษณาชิ้นนี้แล้วจะรู้สึกอย่างไรกับ Idea ของคุณ เมื่อIdea ของคุณไม่ดีพอที่จะผ่านแทรกซึมไปในสมองของพวก mass สวะพวกนี้ไปได้ จงอย่าเกียจคร้าน และกล้าที่จะดัดแปลง หรือคิดใหม่ ทำใหม่ ทันที

*คุณควรเดินทางสายกลางของ EGO เข้าไว้ เพื่อไม่ตกเป็นเป้าโจมตีของคนระยำในเอเจนซี่

เพียงเท่านี้คุณก็มีจุดแข็งของตัวเอง เพื่อไปสมัครงาน และมีโอกาสสูงกว่าคนอื่นๆ ที่จะถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน และไม่ต้องกลัวเด็กเส้นอีกต่อไป…

หรือถ้าเป็นไปได้ ก็อย่าทำงานสายนี้เลย เพราะมันเหนื่อยเหี้ยๆ เครียด ไม่สนุก ไม่สบาย เหมือนในภาพยนต์หลอกควาย ว่าชีวิตนี้ถ้าได้ทำงานสายโฆษณาแล้ว คุณมึงจะดู Cool มากๆ

“ถ้ายังรักสบาย ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ แบบคูลๆ จงเก็บความคิดที่จะทำงานสายนี้ยัดเข้าตูดหมา แล้วไปเป็นอีตัวเต้นอะโกโก้แถวสะพานควาย ยังดูสบายกว่าเยอะ …พูดเลย”

ปล.
ถ้าหากเรื่องราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเอเจนซี่ที่คุณทำงานอยู่ ก็ถือว่าโชคของคุณยังดี
เพราะสิ่งเหล่านี้มีแต่ในเอเจนซี่ระยำเท่านั้น !!!

…บาย